บัตรกดเงินสดใช้เป็นห่างไกลหนี้ 2

บัตรกดเงินสดใช้เป็นห่างไกลหนี้ 2

    กลับมาสู่ซีรีย์ที่ 2 ของเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบัตรกดเงินสด ซึ่งเรื่องราวของบัตรกดเงินสดนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่หลายคนไม่ได้ให้ความสนใจหรือใส่ใจที่อยากจะรู้ แต่รู้หรือไม่หนี้บัตรกดเงินสดในปัจจุบันที่สถาบันการเงินนั้นพุ่งสูงขึ้นมาก ด้วยปัจจัยของเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะที่ชะงักจึงทำให้หลายคนมองหาแหล่งเงินทุนต่างๆเพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องในธุรกิจหรือในชีวิตส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในสำนักงาน ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และแหล่งเงินสดที่ดีที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นสินเชื่อเงินสด ซึ่งหมายถึงเงินสดที่สถาบันการเงินเป็นผู้ปล่อยกู้ให้ รวมถึงสินเชื่อบัตรกดเงินสดที่ผู้ถือบัตรสามารถถอนเงินสดได้ตลอดเวลา ซึ่งในส่วนของบัตรกดเงินสด ผู้เขียนได้กล่าวไปแล้วในซีรีย์ที่ 1 โดยจะขอทบทวนความเข้าใจเบื้องต้นสักหน่อยก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาหลัก

   จากตอนที่แล้วได้กล่าวถึงบัตรกดเงินสดในรูปแบบของคุณสมบัติของผู้ที่จะสามารถทำการสมัครบัตรกดเงินสดได้ รวมถึงขั้นตอนการเตรียมเอกสาร ซึ่งจะเป็นเอกสารพื้นฐานที่แสดงถึงรายได้ในแต่ละเดือนย้อนหลังอย่างน้อย 3-6 เดือน เมื่อได้จับเตรียมข้อมูลเพื่อยื่นสมัครแล้ว ให้ทำการเปรียบเทียบในเรื่องของเงื่อนไขของอัตราดอกเบี้ยของแต่ละสถาบันการเงินว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงในแง่มุมของวิธีการใช้บัตรอย่างไรให้ปลอดภัยที่ได้กล่าวข้างไว้ ซึ่งการใช้บัตรเครดิตอย่างไรให้ปลอดภัย ควรเป็นเรื่องที่สำคัยที่สุด จึงเป็นเหตุผลของการนำเสนอเรื่องราวของบัตรกดเงินสด ว่าทำอย่างไรที่การใช้บัตรกดเงินสดเกิดประโยชน์และไม่เป็นหนี้ สิ่งที่จะต้องเริ่มต้นควรเริ่มจากดังต่อไปนี้

   ก่อนที่จะตัดสินใจหยิบบัตรกดเงินสดออกมาใช้ ควรไตร่ตรองให้ดีก่อนว่าสิ่งที่เราจะกดเงินสดไปใช้หรือไม่ซื้อนั้นมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ฉุกเฉินหรือไม่ที่จะต้องใช้เงินสดในเวลานั้น แต่ถ้าต้องการจะทำการเงินสดเพียงเพื่อนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่ฟุ่มเฟือยควรที่จะหยุดความคิดนั้นทันที เพราะบัตรกดเงินสดไม่ใช่บัตรที่เอาไว้ใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ แต่ควรเป็นบัตรเครดิตน่าจะเหมาะสมกว่าเพราะบัตรเครดิตจะมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 45 วัน แต่สำหรับในกรณีที่กดเงินสดจากบัตรกดเงินสดไปชำระค่าสินค้าก็จะมีการถูกคำนวณอัตราดอกเบี้ยทันทีเมื่อทำการกดเงินสดออกมา และเมื่อกล่าวมาถึงเรื่องนี้แล้วผู้เขียนขอกล่าวเสริมอีกเล็กน้อยในเรื่องของบัตรเครดิตที่หลายคนน่าจะพอรู้ว่า บัตรเครดิตสามารถทำการกดเงินสดได้ แต่นั้นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของบัตรเครดิต แม้ว่าทางสถาบันการเงินจะอนุญาติให้ผู้ถือบัตรเครดิตสามารถทำการกดเงินสดจากบัตรเครดิตได้ แต่รู้หรือไม่ว่าดอกเบี้ยมหาโหดจากการกดเงินสดจากบัตรเครดิตนั้นสูงมาก และหลายคนก็พลาดก่อหนี้บัตรเครดิตเนื่องจากการกดเงินสดจากบัตรกดเงินสดนั้นเอง นี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใช้บัตรกดเงินสดหรือบัตรเครดิตควรเข้าใจด้วยว่าบัตรที่ตนเองมีนั้นวัตถุประสงค์เพื่ออะไร

   หาแหล่งเงินสดจากที่อื่นมาทดแทน ในที่นี้หมายถึงการออมเก็บเงินจากรายได้ในแต่ละเดือนเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายที่เราต้องการจะจ่ายหรือนำเงินไปซื้อ เพราะการออมจะเป็นการช่วยสร้างวินัยการออมที่ดีแทนการกดเงินสดจากบัตรกดเงินสด อีกทั้งการออมยังช่วยให้เรามีระยะเวลาในการตัดสินใจว่าของสิ่งนั้นเราจะเป็นจะต้องซื้อหรือไหม เพราะบางครั้งหากเราทิ้งช่วงไว้สักระยะเวลาหนึ่ง เราอาจจะไม่ต้องการที่จะซื้อสิ่งของนั้นอีกเลยก็เลย หรือถ้าหากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินฉุกเฉินจริงๆ ควรหาทางนำสิ่งของที่ไม่จำเป็นนำไปขายเพื่อนำเงินสดนั้นมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินล่วงหน้าไปก่อน

   ทุกครั้งที่ได้ทำการตัดสินใจที่จะกดเงินสดจากบัตรกดเงินสดจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม พึงระลึกอยู่เสมอว่าอัตราดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดนั้นจะคิดแบบรายวัน แม้ว่าสถาบันการเงินหรือเจ้าของบัตรจะเปิดช่องให้ผู้ถือบัตรกดเงินสดสามารถที่จะทำการจ่ายชำระคืนแบบขั้นตํ่าได้ แต่นั้นไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เพราะนั้นคือกลยุทธ์ที่สถาบันการเงินต้องการหลอกล่อให้คุณติดกักดักของการเป็นหนี้ และสถาบันการเงินก็จะได้รับกำไรจากอัตราดอกเบี้ยที่เกิดจากการชำระแบบขั้นตํ่าของคุณนั้นเอง หากเลือกที่จะกดเงินสดจากบัตรกดเงินสดออกมาแล้ว จะต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าจะหาเงินจากไหนมาชำระได้ในเวลาอันรวดเร็วที่สุด ยิ่งปล่อยระยะเวลานานก็จะยิ่งทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่าคุณมีโอกาสที่จะเป็นหนี้บัตรกดเงินสดหรือไม่ แต่อย่างไรตามหากคุณพลาดเป็นหนี้บัตรกดเงินสดขึ้นมาแล้วจะมีทางออกอย่างไร ซึ่งผู้เขียนอยากจะกล่าวประเด็นว่าการขาดวินัยหรือไม่มีความยับยั้งชั่งใจในการใข้เงินเป็นสิ่งที่นำไปสู่การเป็นหนี้ แต่ในเมื่อเป็นหนี้ก็ต้องหาทางแก้ไข โดยวิธีการแก้ไขหนี้บัตรกดเงินสดนั้นจะประกอบด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

   รวบรวมหนี้ทั้งหมดที่ตนเองมีไม่ใช่เพียงแค่หนี้บัตรกดเงินสด แต่หมายถึงหนี้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ ค่าใช้จ่ายๆต่าง นำออกเพื่อสำรวจมาวางว่าตอนนี้คุณมีหนี้อยู่เท่าไหร่ จากนั้นตรวจสอบรายรับรายจ่ายของตนเองตลอดทั้งเดือนว่ามีค่าใช้จ่ายใดบ้างเมื่อหักลบจากรายได้ เมื่อเหลือเงินหลังจากหักรายจ่ายแล้วจึงนำเงินส่วนที่เหลือไปชำระค่าหนี้สินต่างๆที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงก่อนแล้วค่อยถยอยปิดหนี้ไปแต่ละอันๆ ซึ่งอาจจะใช้ระยะเวลานานแต่อย่างน้อยเป็นเหมือนการซื้อเวลาไว้ ห้ามหยุดชำระเด็ดขาด มีเท่าไหร่จ่ายไปก่อน เพราะหากคุณเลือกที่จะหยุดชำระ ทางสถาบันการเงินจะดำเนินติดตามทวงหนี้คุณทันทีและเรื่องอาจจะถึงขั้นฟ้องร้องศาลได้ ต้องระวังในส่วนนี้ด้วย

   นำทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นไปขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้บางส่วน อย่าหวงสิ่งของให้ทำการตัดสินใจที่จะขาย เพราะสิ่งของเหล่านี้สามารถที่จะหาซื้อไม่ได้เพื่อคุณตั้งหลักใหม่ได้อีกครั้ง รวมถึงสินเชื่อที่สามารถขายได้ให้ตัดใจขายออกไป เช่น รถยนต์ที่ยังติดไฟแนนซ์อยู่ เพราะอย่างน้อยจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของคุณในแต่ละเดือนได้

   เมื่อลองทำทุกทางแล้วที่จะหาเงินมาชำระหนี้ที่เกิดขึ้น ให้ตัดสินใจและรีบด่วนที่จะติดต่อกับสถาบันการเงิน เพื่อขอเจราจาและขอผ่อนปรนระยะเวลาในการชำระหนี้ที่เกิดขึ้น อย่างน้อยเพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจที่เราจะไม่หนีหนี้ และเพื่อป้องกันสถาบันการเงินจำหน่ายเรื่องให้กับฝ่ายกฎหมายติดตามทวงหนี้ เพราะขั้นตอนของฝ่ายทวงหนี้ค่อนข้างจะเข้มข้นมากและอาจจะทำให้ช้าเกินไปที่จะเจรจา โดยหลักการของการเจรจากับสถาบันการเงิน ผู้เป็นหนี้จะต้องยื่นเสนอว่าจะชำระเป็นก้อนใหญ่ภายในระยะเวลาไหน หรือให้สถาบันการเงินยื่นข้อเสนอระยะเวลาในการชำระและงวดระเท่าไหร่ รวมถึงลดดอกเบี้ย แต่ที่สำคัญคือลูกหนี้จะต้องไม่ผิดนัดชำระ เพราะหากผิดนัดชำระอีกอาจจะไม่ได้การเห็นใจจากทางสถาบันการเงิน

   จากทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาในซีรีย์นี้จะเป็นภาพรวมของการใช้บัตรกดเงินสดอย่างไรให้ปลอดภัย ซึ่งหลักใหญ่ใจความคงจะพอสรุปได้ คือ ผู้ถือบัตรกดเงินสดจะต้องมีความระมัดระวังในการใช้บัตรไม่กดเงินสดออกมาโดยไม่มีความจำเป็น หากมีความจำเป็นที่จะใช้เงินสดควรมองหาทางเลือกอื่นก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงอัตราดอกเบี้ยที่คิดแบบรายวัน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นหนี้บัตรกดเงินสดหรือหนี้สินอะไรก็ตาม ลูกหนี้จะต้องมีหน้าที่ในการชำระและแนวทางที่ได้นำเสนอก็เป็นแนวทางในหลักปฎิบัติที่อาจจะเห็นผลช้า ลูกหนี้จะต้องมีความอดทนในการชำระหนี้ที่เกิดขึ้น ท้ายที่สุดแล้วการเป็นหนี้เกิดจากการขาดวินัยนั้นเอง